ทำธุรกิจออนไลน์คุ้มกว่าการเปิดร้านค้าปลีกจริงไหม?


แน่นอนว่าปัจจุบันการขายของออนไลน์กำลังเป็นที่นิยม ทั้งใน Instagram, Facebook รวมไปถึงตามเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซต่างๆ ร้านค้าปลีกไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านอีกต่อไปแล้ว ถึงแม้ว่าการขายของออนไลน์จะสะดวกสบาย ไม่ต้องเสียต้นทุนค่าเช่าที่ ไม่ต้องเสียตังตกแต่งร้าน แต่รู้หรือไม่ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซมีการแข่งขันที่สูงกว่าการค้าปลีกอีกนะ

1.อีคอมเมิร์ซต้องใช้ตัวช่วยด้านการตลาดออนไลน์มากขึ้น

สำหรับร้านค้า โดยปกติแล้วลูกค้าเห็นร้านเราตั้งอยู่ เขาก็จะเดินเข้ามาดู มาซื้อ  แต่สำหรับร้านค้าออนไลน์ เราไม่มีร้านค้าให้เขามองเห็น จึงต้องใช้ตัวช่วยอื่นๆ หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อเรียกคนเข้าร้าน โดยการทำการตลาดและการทำโฆษณาดิจัทัลจำนวนมาก ผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ต้องเลือกใช้โฆษณาที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ และต้องใช้ตัวช่วยทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา (Search engine)

ค่าใช้จ่ายในการทำตลาดออนไลน์ ควรตั้งงบประมาณไว้เท่าที่จำเป็น เพราะมันไม่เหมือนกับร้านค้าปกติ ที่จะทำการโฆษณาและโปรโมทเฉพาะฤดูกาล แต่สำหรับร้านค้าออนไลน์ จะต้องเสียค่าเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ เพื่อสร้างและรักษาแบรนด์หรือร้านให้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด

กล่าวง่ายๆ คือ ทำการตลาดออนไลน์ต้องใช้ทั้งเวลา และความสามารถด้านเทคนิคเพิ่มขึ้นด้วย

2. ลูกค้าเวลาซื้อของออนไลน์ เปลี่ยนใจง่าย ทัก ถาม แต่ไม่ซื้อก็ได้ เพราะไม่เจอหน้า

ร้านค้าออนไลน์การแข่งขันสูง ลูกค้ามีตัวเลือกมาขึ้น เกิดการเปรียบเทียบร้านค้าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อได้ง่าย แม้ว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภค แต่ก็เป็นข้อเสียของร้านค้าปลีกออนไลน์

บางครั้งที่ลูกค้าสามารถหาราคาที่ดีที่สุดได้ หรือถูกที่สุดได้ สุดท้ายกลับไม่เลือกซื้อสินค้าใดๆ เลย เป็นเพราะเขาเชื่อว่าเดี๋ยวเสิชหาในกูเกิลไปเรื่อยๆ จะเจอของแบบเดียวกันที่ถูกกว่าจากร้านอื่นๆ หรือ ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ ลูกค้าคิดว่าเดี๋ยวก็ต้องมีการลดราคา ค่อยซื้อทีหลังดีกว่า เห็นได้ว่าลูกค้ามีความยืดเยื้อขั้นตอนการเลือกสินค้า ส่งผลให้กำไรของร้านค้าออนไลน์ลดลง

3. การแข่งขันระดับโลก

คู่แข่งของร้านค้าปกติ คือ ร้านค้าบริเวณใกล้เคียง ซึ่งดูแล้วเป็นข้อเสียที่พอรับได้ ไม่น่ากลัวเท่ากับคู่แข่งของร้านค้าออนไลน์ที่มีอยู่แบบไร้ขีดจำกัด ไร้พรมแดน และไม่สำคัญว่าใครมาก่อนหรือหลัง

ดังนั้นต้องทำารตลาดแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ ในการดึงดูดผู้คนในตลาดโลก เช่น จะขายให้ใคร จำกัดอายุ วัยรุ่น วันทำงาน หรือสำหรับผู้สูงอายุ

4. มาตรฐานที่สูงขึ้นของเทคโนโลยี

ร้านค้าปลีกที่อยากจะมีร้านค้าออนไลน์ด้วย ต้องมีความสามารถทางการเงินและต้องมีทีมซัพพอร์ทด้านเทคโนโลยีด้วย อย่างเช่น ถ้าจะทำเพจเฟซบุค คุณต้องมีคนที่ทำงานดีไซน์ ออกแบบ Poster หรือ โฆษณา ต้องมีคนคิดคอนเทนท์ที่น่าสนใจลงเพจทุกวัน ต้องมีโปรแกรมเมอร์ดูแลระบบออนไลน์หลังบ้าน ต้องมีแอดมินคอยตอบและให้ความรู้กับลูกค้า เป็นต้น

แบรนด์ชั้นนำต่างๆ อย่าง Taobao, Lazada, และ Shopify ล้วนแต่มีความพร้อมทางการเงิน และด้วยเหตุผลนี้จึงสามารถใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุด สร้างความยากให้กับนักธุรกิจมือใหม่ที่จะเข้ามาแข่งขันในโลกดิจิทัล มากขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งสมัยนี้ทุกคนมีสมาร์ทโฟน ลูกค้าก็อยากจะได้ประสบการณ์การซื้อของที่ สะดวก รวดเร็ว ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ได้ เพียงแค่ดาวโหลดแอพลิเคชันมาใช้ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และอาจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับร้านค้าปลีกออนไลน์ใหม่ๆ